马天宇 - 青衣 * ma tian yu - qing yi

posted on 23 Sep 2014 00:16 by china-cha in Chinese-Song

ไม่ได้อัพบล็อกนานมากก

ปัดฝุ่นหน่อยซิ หนาเป็นเมตรเลย =w=

ช่วงนี้ไชน่าชายังคงวาดรูปไปด้วยแปลเพลงไปด้วยเหมือนแต่

แต่จะไปเน้นวาดรูปเสียส่วนใหญ่ ยังคงทดสอบความสามารถของตัวเองอยุ่เรื่อยๆ เลย

นี่ก็ 2-3 ปีมาแล้วที่หัดวาด ใครผ่านไปผ่านมาแถวพิกซีฟหรือแถวๆ DA คงจะเห็นบ่อยอะเนาะ 55

ตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ตัดสินใจกับตัวเองแล้วว่าจะเปิดเพจ จะทำอะไรดีต่อไป

ส่วนใหญ่คนที่รู้จักๆ ด้วย ตอนนี้ก็จะเป็นฝรั่งในวงการวาดมากกว่า อันนี้จะเข้ามาคุยด้วยบ่อยๆ

เป็นอะไรที่ปลื้มมาก แล้วก็ขอรูปไปอัพลงแฟนเพจด้วย //แต่ในขณะเดียวกันแฟนเพจคนไทยมักไม่ค่อยทำเนอะ

เขาจะคิดประมาณว่า เอ๊ะ ก็คนวาดใส่ลายเซ็นแล้วก็จบแล้วนี่ จะอะไรอีก ตรงนี้อยากให้ต่างคนต่างมองเนาะ

เพราะไอ้เราก็เคยพูดเคยคุยกันไปหลายทีแล้วว่าเพจเดินหน้าได้ด้วยศิลปิน ศิลปินเองก็เดินหน้าได้ด้วยกำลังใจ

ของคนที่ให้มาเหมือนกัน แต่อันนี้ให้ไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าขอก็ต้องให้นะ //เฮ้ย ไม่ใช่ 55 (แอบโหด)

ช่วงนี้เรื่องที่กำลังวาดอยู่เอาส่วนใหญ่เลยนะ คือวาดฟรี! (free! iwatobi swiming club นะ ไม่ใช่วาดให้ฟรีๆ)

ส่วนใหญ่จะเป็นคู่ที่หลายๆ คนไม่ค่อยจิ้นคือคู่โซวสึเกะกับมาโกะโตะ สองเมะผู้อยู่เหนือสุดแห่งวงจรอาหาร

จะมากินกันเองสร้างความฮาร์ดคอร์ให้ระทึกยิ่งขึ้น (รู้สึกคนชอบคู่นี้แลเป็นชนกลุ่มน้อยชอบกล เราก็เช่นกัน55)

เอาจริงๆ คู่นี้มีความอบอุ่นในตัวทั้งสองคนแบบ แสดงออกเด่นชัดมาก ดังนั้นมันจึงฟินมากถ้าความอบอุ่น

มาปะทะเข้าหากัน ช่างเป็นเคมีที่น่าผสมผสานและติดตามยิ่งนัก 55!

สำหรับงานช่วงนี้ก็ยังคงวาดคู่นี้อยู่เหมือนเดิม รู้สึกมึความสุขเหมือนกันที่จินตนาการของเราไปไกล (มากๆ)

มากกว่าที่ทีวีฉายเสียอีก 55 ยังไงก็ขอบคุณมากๆ ทุกๆ กำลังใจที่ช่วยให้วาดคู่นี้ต่อไป

คือวันแรกไม่คิดเหมือนกันว่ายอดจะพุ่งไปขนาดนั้น แถมยังปาดาวให้รัวๆ อีก ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งจริงๆ จ้า!

ปล. ในส่วนของเอนทรี่อะไรมากมายพวกรูปหรือเพลง จะไม่ค่อยลงในนี้เท่าไหร่นะ เรียกว่าย้ายที่อยู่ตามเพื่อนเลยแหละ ถ้าใครอยากให้สร้างเป็นอะไรพิเศษที่ติดตามง่ายๆ ก็เสนอกันมาได้นะ แฟนเพจอะไรก็ได้

เดี๋ยวค่อยไปคิดอีกที ตอนนี้ขอฟังเสียงจากหลายๆ ด้านก่อน (ซึ่งไม่รู้ว่าจะรุ่งหรือรุ่งริ่ง55)

เวิ่นมานาน แปะเพลงซักหน่อยละกัน Smile

马天宇 - 青衣

ma tian yu - qing yi (qing yi คือชื่อที่ใช้เรียกแทนคำว่านางเอก / พระเอก ในละครเวทีไม่ว่าจะงิ้วหรือละครเวทีทั่วไป)

ถ้าใครชอบแนวดนตรีโบราณๆ น่าจะชอบกันนะ

(เพลงนี้มีอีกเวอร์ชั่นเป็นผู้หญิงร้อง เพราะมากๆ แต่ดันไม่รู้ชื่อคนร้อง 55)

 

http://www.youtube.com/watch?v=n5zODwPfiQY

 

 

*每逢秋去冬来是人去花又别

mei feng qiu qu dong lai shi ren qu hua you bie

หลายคราที่ฤดูใบไม้ร่วงพ้นผ่าน เหมันต์บรรจบ ผู้คนล้วนผ่านมาและจากไป

 

叹一声缘分不该如此难求

tan yi sheng yuan fen bu gai ru ci nan qiu

ชะตานั้นยากที่จะชักนำพามาเจอกันอีก

 

所谓的爱与不爱相隔在哪般

suo wei de ai yu bu ai xiang ge zai na ban

คงเพราะที่แห่งนี้ ที่ซึ่งอยู่บนความรักและความเกลียดชัง

 

为何会让你宁愿白头也守候

wei he hui rang ni ning yuan bai tou ye shou hou

ใยเล่าถึงเฝ้ารอใครจนกระทั่งเส้นผมเปลี่ยนเป็นสี ขาว

 

时间已覆水难收

shi jian yi fu shui nan shou

เวลาล้วนผ่านไปดั่งสายน้ำ ไหลแล้วมิอาจหวนคืน

 

弹诉哀愁泪不休

dan su ai chou lei bu xiu

แม้ครวญบทเพลงแห่งความเศร้าโศกให้หยดน้ำตาที่ไหลไม่สิ้นสุด

 

梦碎后已难再回首

meng sui hou yi nan zai hui shou

ก็มิอาจจะรวมความฝันที่แตกสลายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

 

**弹琵琶又见当年镜前你梳头

dan pi pa you jian dang nian jing qian ni shu tou

ฉันเห็นเธอหวีผมในยามเสียงพิณผีผาแว่วดังมาจากหน้ากระจก

 

拨一首满花春秀

bo yi shou man hua chun xiu

หมุนไปรอบกายอยู่ในแมกมวลเหล่าบุปผาในฤดูใบไม้ผลิบาน

 

今日月下再醉孤酒

jin ri yue xia zai zui gu jiu

อีกคราที่เห็นร่ำสุราใต้แสงจันทร์อยู่เดียวดายในคืนนี้

 

雨落枝头年复一年谁白发留

yu luo zhi tou nian fu yi nian shui bai fa liu

สายพิรุณหลั่งรินแล้วรินเล่า ใครกันเฝ้ารอจนเส้นผมเปลี่ยนเป็นสีขาวอยู่เพียงลำพัง

 

让爱随相思入梦左右

rang ai sui xiang si ru meng zuo you

ได้โปรดให้รักนี้เข้ามาในความฝัน

 

梦见我们还挽着手

meng jian wo men huan wan zhuo shou

ที่ซึ่งฉันเห็นเราสองจับมือเคียงข้างกันและกัน

(*/**)

 

 

 

 

 

 

5 ปี แล้วววว

 

^sai ช่วงเมษา 2012 ตอนนั้นสงสัยตัวเองว่าวาดอะไร ล้วงอะไร - -*

 

 

 

คือแบบว่าดีใจมากที่มีคนแถกมาหาด้วย ก็เลยเปิดโน๊ต (ถ้าเฟซภาษาไทยเค้าเรียกบันทึกใช่มั้ยเอ่ย?)

แบบเผยแพร่เลย เห็นคำถามน่าสนใจดี อย่างกับสัมภาษณ์แน่ะ 55

 

เอ๊ย ที่จริงเราก็ไม่ใช่ระดับศิลปินอะไรนะ ไม่น่าจะเรียกแบบนั้นได้ด้วย 55

 

okๆ  เข้าคำถามแรกละกัน **บางข้อแอบเติมเอง **เคยทำไปแล้วเมื่อปีก่อน แต่ปีนี้อยากทำอีกนะ

 

1. บอกเกี่ยวกับเรื่องราวของคุณ เช่นการศึกษา

 

ไม่ได้เรียนอนุบาลนะ เลยไม่ขอพูดถึง ก็เรียนประถม แล้วก็มัธยม 1-3 แล้วมาต่อสายอาชีวะ จนถึง ปวส.

 

แล้วก็ไม่ได้เรียนอีกเลย (*นอกเรื่อง ภาษาอังกฤษสมัยนั้นจะมีให้เรียนเฉพาะตอนป.5 ส่วนต่ำกว่านั้นไม่มี)

 

สายปวช. กับปวส. เป็นคณะเลขานุการ พิมพ์อุตลุด

 

 

2. 1 วาดตั้งแต่เมื่อไหร่

 

ส่วนตัวแล้ว เป็นคนที่ดันทุรังสูง ฝืนธรรมชาติ ทำอะไรผิดธรรมชาติและความคิดอ่านเหนือมนุษย์ทั่วไป

 

(มนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่คิดกัน) แล้วก็ชอบวาดรูปมานานแล้ว

 

ถ้าไม่เอาสไตล์มังงะนะ วาดมาตั้งแต่ 4-5 ขวบ ใช้ดินสอสีตราม้าที่มีลายอาราเล่ ชอบยี่ห้อนี้มาก คือมันให้ความรู้สึกว่า

 

ถ้าใช้ยี่ห้อนี่นะ เราจะระบายได้สดใสแบบตามหน้ากล่องด้วย แล้วทุกครั้งที่ใช้สีไม้ ลองเขย่ากล่องดูนะ สีไม้จะมีเสียง

 

เพราะๆ ของมันเองเวลาที่ถูกเขย่า ลองดูนะ ถ้าไม่ดังลองเอาออกซักแท่งสองแท่งก็ได้

 

พออยู่ประมาณประถม ก็มีสอนสีโปสเตอร์ กับสีชอล์ค เคยประกวดได้ที่ 1 ด้วย เกี่ยวกับภาพป้องกันยาเสพย์ติด

 

(ช่วงนั้นยาระบาดมาก) ก็เลยได้ใจว่า โอ้ ถ้าครูให้ที่ 1 ก็แสดงว่าต้องมีคนชอบและยอมรับเราแน่ๆ เลย

 

(ที่จริงไม่คิดว่าตอนนั้นเป็นงานประกวดด้วย  เห็นบอกให้ทำการบ้านมาส่ง ไม่เห็นว่าจะเป็นงานเป็นการอะไร

 

เช้ามาเดินมาโรงเรียนเพื่อนบอกได้ที่ 1 เอ๊ะ ลงแข่งตั้งแต่เมื่อไหร่ มันโกหกกันหรือเปล่า พอไปดูที่บอร์ดประกาศหน้าโรงเรียน

 

ปรากฏว่าได้จริงๆ ด้วย แถมแอบวาดแมวไว้ที่บอร์ดเยอะมากเลยด้วย ตอนนั้นชอบแมวมาก เลยวาดแมวเล่นลงในงาน

 

ตัวเองตรงนู้นนิด ตรงนี้หน่อยลางๆ (เหมือนพวกเกมส์ที่ให้นับว่ามีกี่ตัวไง)

 

ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับยาเสพย์ติดเลย 555

 

สีชอล์คตอนนั้นเป็นของมีราคา แถมแพงมากด้วย ใครมีนี่ เป็นที่จับตามองกันเลย ถ้าใครมีเฟเบอร์คาสเทล

 

สีไม้ระบายน้ำด้วยนะ  ยิ่งเป็นที่น่าหมั่นไส้สุดๆ เด็กๆ ที่ไม่มีเงินตอนนั้นก็เอาสีไม้ยี่ห้ออื่นมาจุ่มน้ำแล้วระบายก็มี

 

แต่มันก็ได้ผลอยู่นะ เพียงแต่สีไม่ค่อยสด แต่หลังจากได้คอลลีนมาใช้ รู้สึกว่า โอ๊ย ชอบมาก มันนุ่ม เนียน สด

 

ทุกอย่างโอเคมาก  ปีนึงถึงจะได้กล่องนึงมั้งเพราะ 24 สี แพงมาก (สำหรับตอนนั้น)

 

พอมามัธยม ก็เริ่มเรียนสีโปสเตอร์  ภาพลายไทย การระบายสีบนคานวาส ภาพคนเหมือน หน้าคนเหมือน

 

(สมัยนั้นเราๆ จะเรียกกันว่าวาดบนกรอบรูป/กรอบผ้า)  กรอบทำเอง ผ้าขึงตะปูเอง โหดมาก คิดแล้วไม่อยากทำอีก 55

 

ช่วงนั้นก็ยังวาดการ์ตูนอยู่ แต่วาดหมาๆ แมวๆ ตัวเล็กๆ ไม่ได้วาดเป็นคนอะไรแบบนี้หรอกนะ

 

และถึงส่งงานการบ้านเค้าก็ไม่ได้บอกอะไรมากด้วยว่าผิดตรงนี้พลาดตรงนี้ เพียงแค่ขอมีงานส่งๆ ก็พอ

 

พอมาเปลี่ยนสายจากสามัญเป็นสายอาชีพ ดินสอสี พู่กัน ดินสอยางลบ ก็ไม่เคยได้จับอีกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

ที่ได้จับคือแป้นพิมพ์ดีด คอมพิวเตอร์ สมัยนั้นเริ่มเล่น exteen แล้วนะ ตอนนั้นเห็นงานคอมกราฟฟิก CG หลายๆ คน

 

ก็เริ่มอยากวาดบ้าง แต่คิดว่าคงไม่มีพรสวรรค์ทำได้หรอกมั้ง

 

และหลังจบมาก็ยังคงไม่ได้จับของพวกนั้นอีกเลย

 

หลังจากดูกล่องสีอีกครั้งเมื่อปี 2543 คิดไปคิดมาว่าตอนนั้นใช้มันระบายอะไร วาดอะไรไป ก็ลืมไปหมดแล้ว

 

ช่วงปี 2011 งาน CG เป็นที่แพร่หลายมาก เพราะอะไรก็ไม่อาจทราบได้ (แต่เพิ่งมาทราบตอนหลังว่าเค้าใช้เม้าส์ปากกาวาดกัน)

 

การ์ตูนล่าสุดที่ได้อ่านก็ full metal alchemist แล้วก็ชินจัง แล้วก็ไม่ได้อ่านอีกเลย (เอ็ดเวิร์ดอ่านถึงแค่เล่ม 4 เอ๊ง)

 

ส่วนอนิเมะ ก็ไม่ได้ดูอีกแหละ ตอนนั้นหลังที่จบมาก็มีอะไรที่ต้องทำเยอะนะ ทำงาน รับผิดชอบส่วนเอกสารในบ้าน

 

เกณฑ์ทหาร จนถึงปี 2012 ทุกอย่างมันเริ่มลงตัว เรามีเวลาของตัวเองแล้ว ในจุดๆ นี้ถามว่าทำไมไม่เรียนต่อในระดับปริญญา

 

คือหลังจากที่จบมาเนี่ยก็เรียนนะ แต่เปลี่ยนจากสายอาชีพมาเป็นศิลป์ภาษา(อังกฤษ) แต่ก็ไม่จบเพราะต้องใช้เวลาส่วนนึงตอน

 

 

ทำงานสอบเก็บคะแนนใน laborartory ยิ่งเรียนก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่สิ่งที่อยากจะเรียน  เรียนแล้วรู้สึกไม่สนุกเลย

 

ไม่ ใช่ว่าไม่รู้เรื่องนะ รู้เรื่อง แต่เวลาใช้จริงก็ไม่ได้ใช้ ที่ได้มันก็ได้อยู่นะ ได้เรื่องการใช้ดิก ภาษาอังกฤษขั้นสูง การอ่านอนุเฉท

 

อ่านสกิมมิ่ง ไวยากรณ์ สำเนียงการออกเสียงในแต่ละแบบ อังกฤษ/อเมริกัน ความแตกต่างของคำศัพท์

 

ตอนนั้นคิดว่า น่าจะพอแค่นี้ ไม่ได้ปริญญาก็ไม่เป็นไร ตอนนั้นที่รีบเรียนเพราะต้องรีบเรียนให้จบ หางานให้ไว เพราะ

 

ตอนนั้นทางบ้านเดือดร้อนมาก ตอนนี้ก็เลยอยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำมานานมากกว่า อยากจะใช้เวลาที่มีอยู่เรียน

 

อะไรที่แปลกใหม่ที่ตัวเองสนใจจริงๆ มากขึ้น (ตรงนี้หลายคนสงสัยว่าไม่เสียดายเงินที่หมดไปตอนเรียนหรอ ตรงนี้ขอบอก

 

ไว้ก่อนว่าอยู่ในมหาลัยที่เสียค่าเทอมไม่ถึง 3 พันบาทต่อเทอม น่าจะรู้กันเนอะ คิดว่าความรู้ที่ได้คุ้มค่ามากกว่าการเสียดาย

 

เสียด้วยซ้ำ และสิ่งที่ตัวเองสนใจจจริงๆ นั้นก็คือการวาดรูป แต่ทว่า มันยังไม่ถึงขั้นสุดเท่าไหร่ เพราะเรายังไม่รู้ตัวเองว่า

 

 

ณ เวลานั้น เราจะกลับมาทำงานมือเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนที่วาดด้วยคอมฯ

 

จุดๆ นี้ยังทำให้ตัดสินใจยากอยู่ เพราะเราต้องทำให้งานอดิเรกนี้ควบคู่ไปกับงานที่ทำด้วยในเวลาต่อวันที่มีอยู่อย่างจำกัด

 

ถามว่าวาดเป็นสไตล์มังงะเหมือนเดิมไหม บอกได้ว่าไม่เคยคิด เพราะคิดว่าทำไม่ได้แน่ สิ่งที่อยากทำที่สุดคือวาดวิวสวยๆ

 

เหมือนเมื่อก่อนที่ใช้สีโปสเตอร์ระบายสมัยเรียน (สีน้ำไม่เคยแตะอะ ไม่มีครูคนไหนสอน)

 

ช่วงปี 2011 งาน CG เป็นที่แพร่หลายมาก เพราะอะไรก็ไม่อาจทราบได้ (แต่เพิ่งมาทราบตอนหลังว่าเค้าใช้เม้าส์ปากกาวาดกัน)

 

การ์ตูนล่าสุดที่ได้อ่านก็ full metal alchemist แล้วก็ชินจัง แล้วก็ไม่ได้อ่านอีกเลย (เอ็ดเวิร์ดอ่านถึงแค่เล่ม 4 เอ๊ง)

 

ส่วนอนิเมะ ก็ไม่ได้ดูอีกแหละ ตอนนั้นหลังที่จบมาก็มีอะไรที่ต้องทำเยอะนะ ทำงาน รับผิดชอบส่วนเอกสารในบ้าน

 

เกณฑ์ทหาร จนถึงปี 2012 ทุกอย่างมันเริ่มลงตัว เรามีเวลาของตัวเองแล้ว ในจุดๆ นี้ถามว่าทำไมไม่เรียนต่อในระดับปริญญา

 

คือหลังจากที่จบมาเนี่ยก็เรียนนะ แต่เปลี่ยนจากสายอาชีพมาเป็นศิลป์ภาษา(อังกฤษ) แต่ก็ไม่จบเพราะต้องใช้เวลาส่วนนึงตอน

 

 

ทำงานสอบเก็บคะแนนใน laborartory ยิ่งเรียนก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่สิ่งที่อยากจะเรียน  เรียนแล้วรู้สึกไม่สนุกเลย

 

 

ไม่ ใช่ว่าไม่รู้เรื่องนะ รู้เรื่อง แต่เวลาใช้จริงก็ไม่ได้ใช้ ที่ได้มันก็ได้อยู่นะ ได้เรื่องการใช้ดิก ภาษาอังกฤษขั้นสูง การอ่านอนุเฉท

 

อ่านสกิมมิ่ง ไวยากรณ์ สำเนียงการออกเสียงในแต่ละแบบ อังกฤษ/อเมริกัน ความแตกต่างของคำศัพท์

 

ตอนนั้นคิดว่า น่าจะพอแค่นี้ ไม่ได้ปริญญาก็ไม่เป็นไร ตอนนั้นที่รีบเรียนเพราะต้องรีบเรียนให้จบ หางานให้ไว เพราะ

 

ตอนนั้นทางบ้านเดือดร้อนมาก ตอนนี้ก็เลยอยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำมานานมากกว่า อยากจะใช้เวลาที่มีอยู่เรียน

 

อะไรที่แปลกใหม่ที่ตัวเองสนใจจริงๆ มากขึ้น (ตรงนี้หลายคนสงสัยว่าไม่เสียดายเงินที่หมดไปตอนเรียนหรอ ตรงนี้ขอบอก

 

ไว้ก่อนว่าอยู่ในมหาลัยที่เสียค่าเทอมไม่ถึง 3 พันบาทต่อเทอม น่าจะรู้กันเนอะ คิดว่าความรู้ที่ได้คุ้มค่ามากกว่าการเสียดาย

 

เสียด้วยซ้ำ) อีกอย่าง คิดว่า การหาเงินจริงๆ ถ้าไม่ใช้ปริญญาหางาน ก็ทำอาชีพอย่างเดิมไปแหละ ดีแล้ว

 

เราไม่ใช่ว่าไม่ง้องานนะ แต่การดิ้นรนและฝ่าฟันอุปสรรคประกอบกับการเอาตัวรอดในชีวิตทำงานมันเป็นเรื่อง

 

สาหัสสากรรณ์จริงๆ โอเคว่าเราอาจจะดีกับคนอื่นเสมอต้นเสมอปลาย แต่จะมีสักกี่คนที่ดีกว่าเราและไม่เอาเห็นแก่ตัวอยู่คนเดียว

 

มันอึดอัดอยู่นะ เหมือนจะไม่ตรงกับนิสัยตัวเองด้วย เพราะนานๆ ไป มากๆ เข้าก็ใส่ไม่ยั้งเหมือนกันถ้าหมดความอดทน (ฮา)

 

(ส่วนตัวเป็นอาชีพค้าขายตั้งกะ 8 ขวบ ถ้าเป็นกับอาชีพส่วนตัวขีดจำกัดความอดทนต่างกันกับอาชีพลูกจ้างเยอะ

 

เพราะงั้นเรื่องลิมิตเรากำหนด max เองได้ 555)

 

*เคยทำงานลูกจ้างแล้วโดนละลาบละล้วง จะรวบเข้าด้านหลัง เลยกัดแขนแม่มเขียวเนื้อวิ่นเลย

 

//คิดอยู่ว่าตอนนั้นบ้าแบบนั้นไปได้ไง

 

และสิ่งที่ตัวเองสนใจจจริงๆ นั้นก็คือการวาดรูป แต่ทว่า มันยังไม่ถึงขั้นสุดเท่าไหร่ เพราะเรายังไม่รู้ตัวเองว่า

 

 

ณ เวลานั้น เราจะกลับมาทำงานมือเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนที่วาดด้วยคอมฯ

 

 

จุดๆ นี้ยังทำให้ตัดสินใจยากอยู่ เพราะเราต้องทำให้งานอดิเรกนี้ควบคู่ไปกับงานที่ทำด้วยในเวลาต่อวันที่มีอยู่อย่างจำกัด

 

ถามว่าวาดเป็นสไตล์มังงะเหมือนเดิมไหม บอกได้ว่าไม่เคยคิด เพราะคิดว่าทำไม่ได้แน่ สิ่งที่อยากทำที่สุดคือวาดวิวสวยๆ

 

เหมือนเมื่อก่อนที่ใช้สีโปสเตอร์ระบายสมัยเรียน (สีน้ำไม่เคยแตะอะ ไม่มีครูคนไหนสอน)

 

 

 

 

2.2 ทำไมคุณถึงวาดรูป

 

อย่างที่บอก ตัวเองเป็นคนที่ชอบฝืนธรรมชาติ ก็เลยวาดมังงะเลย แล้วก็ตั้งใจว่า จะหาสิ่งใหม่ๆ ทำในปีนั้นด้วย ก็เลย

 

ตกลงปลงใจว่าจะเอาไอ้นี่เป็นหัวข้อใหม่ๆ ละกัน

 

ตอนนั้นวางแผนได้บ้าบอมาก พอมีตังหน่อยเริ่มทำอะไรที่อยากทำ ไปซื้อดินสอกดรอตติ้งมาแท่ง (ของที่ใช้ต้องอย่างดี

 

เพราะเวลาทำอะไรนี่ตั้งใจสุดๆ บ้าพลัง)  ไส้ดินสอก็รอตติ้ง ยางลบเพนเทล สมัยก่อนนี่ชอบวาดเซเลอร์มูน เอะอะ ก็

 

วาดเซเลอร์เมอคิวรี่ เพราะตัวเองเกิดวันพุธ เลยชอบเซเลอร์เมอคิวรี่ สกิลชีอลังการมาก 55

 

สมุดสเก็ตเป็นสมุดโน๊ต http://www.facebook.com/chinachacha/media_set?set=a.3733563956464.113979.1797022303&type=3

 

แล้วก็ how to วาดเพื่อนชาย 1 เล่ม คือผู้หญิงวาดบ่อยละ เลยตั้งใจว่าชั้นจะวาดแต่ผู้ชายละน้าา 55

 

จากนั้นก็เริ่มลงสี แต่อยากลงด้วยคอม เลยไปถอยเม้าส์ปากกาจากญี่ปุ่นมา 6,200 บาท มาถึงก็เริ่มวาดเลย ลงสีด้วย

 

ทั้งที่เรียนไปได้ 5-6 หน้า (สดมาก) 

 

ช่วงนั้นสิ่งที่ได้คือ "การวาดนั้นทำให้ตัวเองมีความสุข"

 

สองสามเดือนผ่านไป เพื่อนบอกว่าทุกอย่างไปด้วยความเร็วสูงมาก เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ก็ยังวาดผู้หญิง

 

สลับไปด้วยนะ แต่ก็ไม่ค่อยจะมีหลักการอะไรเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ซื้อหนังสือาอนวาดผู้หญิงเลย ให้ตายเหอะ

 

ทีนี้ก็เริ่มมีเพื่อนมาให้วาดรูปให้ เพื่อนก็ดีใจมาก

 

ช่วงนั้นสิ่งที่ได้คือ "การวาดนั้นทำให้คนอื่นที่เห็นและได้รับมีความสุข"

 

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงวาด

 

 

3. ทำไมคุณถึงมาเป็น Artist / Fan art

 

ที่จริงไม่เคยคิดถึงขนาดที่ว่าตัวเองจะเป็นศิลปินอะไรขนาดนั้นหรอกนะ รู้สึกว่าเรายังต้องทำความเข้าใจกับคำว่าศิลปินอะไรงี้

 

อีกเยอะ ว่ามันมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ  แต่ เหตุผลที่ต้องเป็นให้ได้คงเพราะคนๆ เดียว

 

เป็นคนที่... เวลาวาดผู้ชาย ทุกครั้งที่มองงานเค้า  เรารู้สึกหวั่นไหว นี่พูดจริงนะไม่ได้พูดเล่น 55

 

งานของเค้าสวยงามและไม่เหมือนกับใคร คือมันดูราวกับจะเหมือนอนิเมชั่น แต่มันสวยงามยิ่งกว่านั้น

 

ในขณะที่สีข้นๆตวัดด้วยความเฉียบคมลงไปบนงาน แม้ไม่ได้อ่อนโยนก็ยังมีความละเอียดในตัวมันเอง

 

เพราะมันประกอบด้วยเลเยอร์ต่างๆ ที่สดใสซ่อนอยู่ แตกต่างจากงานที่เคยเห็นว่ามีการเบลนด์สี เจือจาง

 

มันมีความเป็นเอกลักษณ์ประกอบกับการวาดสรีระที่ชวนหลงใหล คือตั้งแต่ดูรูปวาดมายังไม่เคยเห็น

 

สรีระที่ดูดีอย่างนี้มาก่อน มันไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน  มองแล้วไม่เบื่อ

 

หรือแม้แต่สีหน้าตัวละครก็ยังดูดีทุกๆ อิริยาบทที่แสดงออกมา

 

นั่นคือสเน่ห์ของงานเขาที่เขามี มันทำให้ตลอดมาเวลาที่วาดรูปอยากจะฝึกมากขึ้นๆ ให้ร็วที่สุด ให้ดีที่สุด

 

เพื่อสักวันจะได้ร่วมงานกับเขาในซักวัน

 

ถ้าทำละก็ได้  รู้สึกไม่เสียใจเลยที่ตลอดมาใช้เวลาที่มีเท่าที่หามาได้เพื่อความหวังนี้เพียงสิ่งๆ เดียว

 

แค่ซักครั้งก็ยังดี อันนี้เป็นความหวังอันสูงสุดจริงๆ นะ จากที่ไม่เคยคิดอะไรจริงจังแบบนี้มาก่อน

 

สไตล์ของเราจึงเกือบจะคล้ายเขา คือตอนนั้น คิดอยู่แค่ทำยังไงก็ได้ให้เป็นอย่างเขา เป็นแบบเขา แทบจะ

 

ครอบงำงานอมงานกันเลยทีเดียว 55 ยอมรับแหละว่าเป็นเอามาก ทำทุกวิถีทางเพื่อจะ wanna be

 

ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม (ชั่วร้ายสุดๆ) และทุกวันก็ยังเป็นแบบนั้น

 

*เราตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่มีการดราฟท์แม้แต่น้อยนิดไม่ว่าจะงานตัวเองหรืองานใครตามก็ตาม

 

แต่จะใช้ทักษะการสังเกตและจำเหล่านี้มาพัฒนาเอามากกว่า

 

* เมื่อก่อนอยากวาดเป็นเพื่อจะเล่นคอมมูเผื่อจะมีเพื่อนบ้าง วัยทำงานอยู่คนเดียวมันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะเออ

 

แต่หลังจากเหตุการณ์ข้างบนก็ลืมเรื่องคอมมูไปเลย เวรกรรม

 

* ด้วยประการนี้ก็เลยซื้อเม้าปากกามาวาดอย่างเอาจริงเอาจังเลยล่ะ

 

4. บอกArtist / Fan art ที่คุณชอบ

 

ใช่ เค้าคือคนจากข้อ 3 แหละ

 

แต่จะบอกดีมั้ยเนี่ย ไม่กล้าบอกจริงๆ OTL แต่ทั้งหมดในใจมีแค่เค้าคนนี้คนเดียว

 

แต่...ถ้าบอกว่า คนที่เป็นแรงผลักดัน เป็นคนที่ให้กำลังใจอยู่ตลอด

 

พูดอย่างไม่ตอเลยก็

 

น้องณัฐ < น้องที่คอยดูงาน 55 >

 

น้องมิส

 

แต่น้องหม่อม < คนที่เป็นครูสอนวาดรูปและอื่นๆ ที่ดีที่สุด เป็นคนที่มองเห็นความสามารถและดึงออกมา

 

อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อ (ตัวเองยังไม่เชื่อเลย ไม่ได้เวอร์นะ พูดจริงๆ)

 

นอกจากนั้นยังแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้อย่างเฉียบคมอีกด้วย (แม้บางครั้งจะไม่ค่อยเข้าใจ

 

ภาษาอาร์ทที่ให้คำแนะนำเท่าไหร่ 55 แง..)

 

 

5. อุปกรณ์ที่คุณใช้

 

ถ้าเป็นงานมือ จะใช้พู่กันขนหมาป่ากับขนหมาจิ้งจอก ปากกาปิกม่า บางเบอร์ แปรงแต่งหน้า แปรงอายแชโด้ว

 

แปรงเกลี่ยรองพื้น (แปรงพวกนี้ทำจากขนม้า ขนกระรอก ใช้ระบายสีดีออก)

 

มารุเพนคุง หมึกซุปเปอร์แบล็ค  สีใช้สีน้ำตราม้าฮี้ๆ  ส่วนสีอย่างอื่นไม่มีตังซื้อ

 

ไม้บรรทัดใช้ตราจรวด ยางลบเป็นปากกาแท่งๆ (มิสแนะนำมา ส่วนก่อนหน้านั้นใช้เพนเทลรสขนมเปียกปูน)

 

สมุดสเก็ตตอนนี้เปลี่ยนจากบอสตันมาใช้เป็นมาสเตอร์อาร์ทเรนาซอง (มิสบอกให้เปลี่ยนมาวาดเป็นกระดาษขาวๆ บ้าง)

 

เอ แล้วก็ไส้ดินสอใช้ 4b กับ 2b

 

ดินสอกดเปลี่ยนจากรอตติ้งเป็นคุรุโทกะ รอตติ้งเจ๊งไปแล้ว (เสียใจอยู่นะ) กับเพนเทลกราฟเกียร์

 

ก็มีแค่นี้แหละ ส่วนงานคอมก็ คอมอินเทล i3 ram8 vga nvidia g force gt240 เม้าปากกาวาคอมแบมบูคอมิค

 

กับอินทูอัส 3 ปรินเตอร์เจ๊งที่ยังสแกนงานได้ 1

 

 

6. โทนสี หรือสไตล์การวาดรูปของคุณ

 

 

โทนสี

 

ที่ใช้จะเป็นโทนร้อน ออกส้ม เหลือง น้ำเงิน ไล่ไปน้ำตาล จะชอบมาก ดังนั้นงานส่วนใหญ่จะออกมาเป็นประมาณ

 

ตอนเย็นกับเช้ามืด 2 ช่วงนี้จะชอบมากเป็นพิเศษ ส่วนตัวแล้วมันให้ความรู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

 

และอย่างหลังคือเป็นการสิ้นสุดความยากลำบากที่ผ่านมาเนิ่นนาน อะไรประมาณนั้น อีกนัยนึงคือยามเย็นเป็นสีที่

 

โรแมนติกมากๆ

 

สไตล์งานภาพเดี่ยว

 

ที่วาดตอนนี้ก็รูปสีธรรมดา รูปที่ชอบก็รูปที่มีสถานที่ มีบรรยากาศสวยๆ เป็นที่ๆ อบอุ่น โรแมนติก แฟนตาซี ไม่เหมือนโลก

 

ปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นโลกปัจจุบัน ก็จะชอบวาดให้ออกมาดูสบายๆ ในแนวใช้ชีวิตประจำวัน

 

(รู้สึกแนวนี่ไม่ค่อยคนวาดเลยแบบว่ามันดีเกินไปทั้งๆ ที่คนวาดเองไม่ค่อยเต็มบาท)

 

สไตล์เรื่องราวการ์ตูน

 

เรียงตามลำดับเลยก็

 

1. แฟนตาซีโชเน็น ตอนนี้ก็ร่างเรื่องราวเพิ่มเติมของโคย์เต้กับไคออท

 

2. แฟนตาซีโชเน็นไอ ^ เกี่ยวต่อเนื่องต่อจากข้างบนล่ะ แต่มีนายเอกนะ

 

3. แฟนตาซี BL Hardcore ลำดับนี้วาดค่อนข้างหาที่วาดลำบากมาก เวลาลงสี เลยไม่ค่อยได้วาดเลย แถมโอกาสได้วาดไม่มี

 

ด้วย -*- แต่เป็นลำดับต้นๆ เลยที่อยากวาดที่สุด (และคนวาดก็หื่นมากด้วย)

 

4. วาดตามเนื้อหาเพลง  อยากวาดมิวสิค mv ประกอบเพลง สิ่งนี้เป็นอะไรที่อยากวาดทุกครั้งเวลาได้ฟังเพลงเลย

 

คือเราจินตนาการได้ว่า เนื้อเเพลงแบบนี้ แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเป็นแบบนี้ อย่างเช่นโอเค เพลงบอกว่าคนเราห่างกัน

 

เลิกกัน แต่เราสามารถเติมลงไปได้ว่าเลิกกันเพราะอะไร เพราะความไม่เข้าใจ เพราะมือที่สาม หรือเพราะนอกใจ

 

ในส่วนตรงนี้เราสามารถวาด expression ได้ดั่งใจ แถมสนุกด้วย

 

5. โอโตเมะ เป็นอะไรที่ แบบว่าอยากวาดมากๆ เหมือนกัน เพราะได้แสดงสีหน้าได้หลากหลาย การโต้ตอบกับผู้ที่อ่านเรื่องราว

 

เราสามารถสร้างนิสัยใจคอยังไงก็ได้ แบบนี้คนอ่านก็คาดไม่ถึงอีก แถมได้ซีจีเฉพาะเหตุการณ์นั้นๆ มาเป็นโจทย์ท้าทายอีก

 

ถ้าได้ทำจริงก็สนุกใช่เล่น

 

6. NL สไตล์นี้ถามว่าอยากวาดมั้ย ก็อยากอยู่ แต่อารมณ์ที่อยากมันนิดเดียวจริงๆ นะ ออกจะเฉยๆ มันก็เลยไม่มีแรงกระตุ้นมากกว่า

 

ข้อข้างบน กลัวทำๆ ไปจะเลิกก่อนนี่สิ หรือเพราะว่าอ่านบ่อยแล้วกับแนวนี้ก็ไม่รู้ BL เลยป็นดูเป็นสิ่งที่สดใหม่และเป็นสิ่งเร้า

 

มากกว่า (สมัยเรียนอ่าน nl เยอะมากนะ ทั้งหอ อะไรสักอย่างของคนที่วาดเนกิมะ แล้วก็เนกิมะ หนุ่มหล่อเฟี้ยวแปลงโฉมสาว)

 

7. แนวตลก แนวนี้เป็นแนวที่ ทุกคนบอกมาตลอดว่าให้วาดแนวนี้ อยู่แนวนี้แล้วจะรุ่ง อยากกรี๊ดมากอะ คือไม่ได้ดูถูกแนวตลกนะ

 

แต่เจตนารมณ์เรามันไม่ใช่แบบนี้ง่าา (แต่เวลาวาดการ์ตูนตลกทีไรทุกคนดูชอบใจนะ 55) อาจจะเพราะเกิดมากับขายหัวเราะ

 

มหาสนุก ตลาดตลกมั้ง (สมัยขายหัวเราะมหาสนุกเล่มขนาดเท่าทีวีพูลอะ)  แถมชินจังมีเกือบ 30 เล่ม 5555

 

 

7. อยากบอกอะไรกับคนที่ชอบวาดรูปแต่ไม่มั่นใจในฝีมือหรือวาดไม่เก่ง

 

คือ อันนี้ก็จะใช้บอกกับตัวเองทุกๆ ครั้ง ว่าให้ฟังจากคนอื่นแล้วจดจำเอาไว้ เพราะมันจะอยู่กับเราและคิดถึงคนๆ นั้นตลอด

 

พร้อมกับให้พลังและให้ความรู้สึกที่ดีๆ ด้วย ให้เป็นเสียงที่ดังแล้วก้องอยู่ในใจก็ยิ่งดี

 

 

มิส "สิ่งที่มีค่ามากกว่าการวาดรูปให้สวยคือการวาดรูปให้เป็น ถ้าวาดเป็นแต่อะไรยังไม่ได้อย่างใจ ถ้ารูปนั้นสวยแล้ว

 

มันก็คือสวย แล้วถามตัวเองว่าพอใจกับมันหรือยัง"

 

เนียร์ "ทำทุกอย่างให้ออกมาอย่างพอดี ...ไม่มากเกิน...และไม่น้อยเกิน...งานจะออกมาพอดี ไม่ขาด ไม่เกิน"

 

 

สำหรับตัวเอง สิ่งที่ได้จากการวาดรูปและอยากจะบอกคนอื่น ก็อย่างข้างบนต้นๆ 

 

"การวาด ถ้าทำให้ตัวเองมีความสุข ก็อย่าหยุดทำให้ตัวเองมีความสุข และการวาด ไม่ได้ทำให้ตัวเองมีความสุขเท่านั้น

 

แต่ทำให้คนอื่นที่เห็นมีความสุขด้วย"

 

 

"อย่ายัดเยียดและคาดหวังให้ใครซักคนเข้ามาดูงานของเรา แต่ให้ภูมิใจและยินดีที่งานของเราได้อยู่ในสายตาของเค้า

 

แม้ว่าจะไม่ได้ยินหรือได้เห็นอะไรตอบกลับมาสักครั้งก็ตาม"

 

อย่าลืมเสียงและสิ่งดีๆ ที่ดังอยู่ในใจเหล่านี้ เพราะมันจะมีค่าและทำให้ไม่หมดความมั่นใจในตัวเอง

ทุกๆ การจับดินสอเสมอไป

 

 

ไชน่าชา.

 

 

ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามมาตลอด ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพเพลง ด้วย วาดรูปอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ

อีก ไม่ค่อยจะได้ทำอะไรอย่างใจเท่าไหร่ 55

 

เทกระจาดรูปละน้าา

 

 

 

เลออน สตาร์โปรเจ็ค รีบวาดมาก -*- รู้สึกมีอะไรไม่ค่อยได้ดั่งใจเท่าไหร่

 

 

แอตลาส ออริของ อ.เนียร์ //ช้ำใจมาก วาดให้ไม่สวย เดี๋ยวจะวาดใหม่ T^T*

 

 

เอริฟจากเอฟเวอร์เพลเน็ต กลับมาวาดอีกทีรู้สึกเบี้ยว+เพี้ยนไปมาก เป็นรูปซ้อมมือ

 

 

ครบวันเกิดโคย์เต้กับไคออทวันที่ 23 กรกฎาคม เป็นวันที่สร้างเขาสองคนเป็นครั้งแรกแบบจริงจังมาก

 

 

 

ยากันยุงยิมนาสติก ช่วงนี้อากาศชื้น เวลายากันยุงจุดไม่ติดหรือดับไปเวลาโดนความชื้นมันจะเป็น

แบบนี้แหละ (ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปนะ เห็นว่ามันสวยดี//ซะงั้น Foot in mouth)

 

มุมสีน้ำ

 

 

 

 

 

 

ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมมันแปลกๆ ที่เห็นคือมั่วนี่เอง 55 มาถึงก็จิ้มๆๆๆ //มีหน้ามาอวดอีก กำ

 

 

 

 

 

 

วาดด้วยสีโปสเตอร์  ผีเสื้อช่างร่อน (clipper) //เชื่อมั้ยไม่ได้แตะสีโปสเตอร์มาจะ 12 ปีละ

 

 

 

 

 

Full houseeee!!(ร่างหลอมรวมของโคย์เต้และไคออท)

 

เราคิดถึงนายมาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ขี้เกียจวาดยูนิฟอร์มเต็มยศด้วย =w=*

 

 

ก็เลยวาดแค่เนี้ยแหละ 55 ไว้เจอกันเอนทรี่หน้าจ้าา

 

ปล. ฝากร้านของเพื่อนหน่อยเน่อ เป็นร้านขายหนังสือ How to sai กับวาดผู้ชาย มีนิดๆหน่อยๆ

ราคาถูก ส่งไว  (ส่วนตัวก็ซื้อสอนวาดผู้ชายทั้งหลายร้านนี้แหละ) สนใจก็จิ้มโลด

 

 

 

 

 

http://i143.photobucket.com/albums/r156/merriemelodies/1074166_4427745510569_265288453_o_zps36fe690b.jpg

 

 

ช่วงนี้ไม่ค่อยสบาย เลยไปหาหมอ ไข้ไม่ค่อยมี ยาก็กินอยู่ แต่อยากหายไวๆ ก็เลยไปตามที่แม่บอก

 

แม่แนะนำว่าให้ใช้บัตรประกันสังคมสิ จะได้คุ้มกับที่จ่ายไปเดือนละ 700

 

เป็นของรพ.เอกชนแห่งหนึ่งในตำบลเอ็กซ์เอ็กซ์

 

 

ไปถึง คนรอ 100-200 คน ตัวตึกมี 3 ชั้น แต่ตึกตัว รพ.อิที่จ่ายเงินแพงๆ มี 13 ชั้น+

 

แอร์เย็น แต่ตัวตึกส่วนประกันสังคมที่เดินเข้ามานี่แอร์กี่ ประตูเป็นแบบอัตโนมือ แต่มันก็ยังดี แยกผู้ป่วยต่างฐานะ

 

ออกจากกัน ที่มันจะได้ไม่แน่นมาก (แต่มันฟังดูแปลกๆ )

 

 

เข้ามาก็ตรวจบัตร รอเรียกตรวจ ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน แพ้ยาอะไร รอเรียกไปพบหมอ แต่รอไม่นาน

 

พอหมอเรียกก็บอกไปว่าก่อนหน้านี้กินยาอะไรบ้างที่มีส่วนผสมของอะไร กินมากี่วัน

 

อ้าปากตรวจคอ แล้วก็ลงไปรอรับยา

 

คือปกติตรวจเอกชนมันจะมีเจาะเลือดกับหาไวรัสจากเสลดด้วย แต่ ณ จุดนี้ ไม่มี เพราะบัตร

 

สรุปถ้าเป็นไข้เลือดออกกับไวรัสที่ไม่ใช่ไวรัสตามฤดูกาลนี่คนไข้ตายห่าชัวร์ ไม่ต้องถาม เพราะ

 

ก็เสียวๆ อยู่ คือไข้ไม่ค่อยมี แต่ก็ไม่ใช่ว่าอุณหภูมิจะปกติ เลยอยากตรวจอยู่ แต่ตรงนี้มันไม่มีไง

 

ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่าบริการมันต่างกันมากแค่ไหน คือไม่ต่างจากบัตร 30 เลย  เพราะตัวยามี

 

อม๊อกซิลลิน 500 (ไอ้นี่ที่บ้านก็มี)

 

ซูลิดีน (ที่บ้านมี)

 

ซาร่า (นี่ก็มี)

 

ไบโซลวอนเม็ด (นี่ก็มีอีก)

 

 

ถ้าไม่ใช้บัตร

 

มันจะเป็นอม๊อกระดับ 1000 มิล

 

ลดน้ำมูกตัวที่มีซูโดโดสมากกว่านิด

 

ส่วนแก้เจ็บคอมันจะเป็นแอมบรอกซอลตัวอื่นที่ไม่ใช่ยี่ห้อนี่บาง รพ. ให้แน็กลองเลย

 

(ยาฝรั่งประเภทที่เป็นเม็ดละลายน้ำฟู่ๆ กินง่ายอร่อยและหายไว)

 

 

แต่ราคาค่าตรวจ+หัตถการก็รวมไป 1500 พอดี - - สรุปคลีนิคถูกกว่าและยาดีกว่า

 

ไม่ต้องถ่อรถไปไกลด้วย โชคดีวันนี้ใช้รถเมล์ คือจริงๆ วันนี้ว่าจะไม่ใช้ด้วย

 

เพราะคนเยอะ โหนไม่ไหว อาการที่เป็นก็มีปวดเมื่อยตัวปนด้วย แต่ก็เอาเหอะ

 

โหนก็โหน เราต้องถึก อดทน สิบล้อชนต้องไม่ตาย

 

 

*นอกประเด็น สมัยก่อนแวะรพ. รัฐใช้สิทธิบัตรทอง รอตรวจ+รอรับยาชั่วโมงกว่าได้พาราแคพแก้ปวด

 

กับแก้เจ็บคอ (ยี่ห้อไรไม่รู้จำไม่ได้ แต่แผงนึงไม่น่าจะเกิน 45 บาท) 2 อย่างเอ๊ง

 

ตอนนั้นเป็นไข้เลือดออก หมอถามด้วยว่าแล้วจะมาทำไม วัคซีนน่ะไม่มีหรอก

 

(อ้าว แล้วสรุปคือใจคอจะไม่ให้ยาประคองอาการเลยรึ หรือรอตายห่าอย่างเดียว 555)

 

 

 

พอมาถึงตลาดแวะร้านขายยาเอายาไปขาย เจอกะเทยชื่อคุกกี้กำลังขายกลูต้าราวกับผลิตเอง

 

แล้วก็หันไปบอกเพื่อนที่เป็นเภสัชเหมือนกันว่าใช่ ชั้นผลิตเอง

 

เพื่อนก็บอกว่าแหม สมแล้วกับที่จบวิชาแพศมา คุกกี้ถามว่าแพทย์อะไรยะ

 

 

เพื่อนตอบว่าแพศยา

 

(แอบกลั้นขำอยู่) แต่คุกกี้ก็ยังหน้าเด้งขายกลูต้าต่อไป (หน้าขาวเด้งจริงๆนะ ตึงราวกับฉีดโบท็อกอะ)

 

 

แวะซื้อข้าวกลับบ้าน ซื้อข้าวผัดกุ้งที่เซเว่น ได้แสตมป์ 3 ดวง แซนวิชพิซซ่าได้ 6 ดวง

 

น้ำชา 2 ขวด 20 แบล็คทีดราก้อน (ขนแม่มมา 100 เลย)

 

จ่ายค่าสาธารณูบ้านหมื่นกว่า ได้อีก 9 ดวง วันนี้ได้เพียบเลย ตั้งใจจะเอากระเป๋าให้ได้

 

โต๊ะเหล็กที่แจกอะ อยากบอกว่ามันแพงเกินมูลค่า คือถ้าหากไปดูโต๊ะพับกระเป๋าแบบนี้

 

เราจะได้วัสดุที่ดีกว่าและถูกกว่าด้วย คือเหลือตังเยอะกว่านั่นแหละ

 

(อย่าบอกว่าคุณซื้อของใช้ด้วย เพราะถ้ากล่าวเยี่ยงนั้นซื้อห้างที่ลดราคากว่าไม่ดีเรอะถ้าจะคิดอย่างนั้น

 

ยกตัวอย่างโอวัลตินทรีอินวันเงี้ย ร้านทั่วไปขาย 7 อันนี้เขาบวกค่าน้ำร้อน+ถ้วย = 14 ได้ 6 ดวง = ลดไป6 บาท

 

สรุปมูลค่าจริงคือ 8 บาท ก็ยังเยอะอยู่ถ้าเทียบกับซื้อราคาแพคถุงละ 25 ซอง)

 

ประเด็นสอง โต๊ะที่สั่งสามารถกำหนดน้ำหนักวางของได้ในราคาที่ถูกกว่า คือมากกว่า 25 กิโล

 

ในขณะที่ในนั้นเขาโฆษณาว่า 10-20 โล  และที่สำคัญ โดนน้ำได้และโดนความร้อนได้ คือ

 

มันเป็นโต๊ะที่ใช้ลุยปิคนิคจริงๆ อะ แลดูไม่บอบบางคุณหนูเกินไป 55

 

 

คือเมื่อก่อนซื้อกับข้าวที่โลตัส แต่หลังๆ กากมากอะ อย่างแกงจืดเงี้ยมันแตกในถุง ไอ้ก็คิดว่า

 

ตอนนั่งวินมอไซมันเหวี่ยงโดนไรเปล่าเลยแตก แต่ก็ไม่มาก พอเอามาเทใส่ชามแล้วชิม

 

พุ่งฮ่ะ (ถ้าใครเคยเห้นในการ์ตูนอะแบบนั้นเลย) เหม็น รสเปรี้ยว ดันกลืนไปหน่อยด้วย ชั้นอยากกรี๊ดมาก

 

ผัดกะเพราที่ซื้อมาก็เหมมือนหุ่งข้าวไม่เป็น คือเคยเห็นข้าวญี่ปุ่นมะ มันจะติดกันเป็นก้อน

 

นี่ข้าวไทยฮ่ะ มองไม่ออกว่าเป็นเม็ด แถมเหนียวรวมกันเป็นปั้นก้อนตามลักษณะชามที่คว่ำมา

 

เชื่อเหอะ 23 บาทเอ็งจะเอาไรมาก กินไปเหอะ ไม่บูดก็พอแล้ว แต่กะเพราะเค้ารสชาติดีนะ เสียตรงข้าวนี่แหละ

 

 

ไว้วันหลังจะมาเล่าการผจญภัยให้ฟังอีก วันนี้บายยย

 

 

 

ปล. รูปยังไม่วาดเพลงยังไม่แปล เพราะ Grand chase ไทยที่เล่นอยู่ปิด จขบ.เฮิร์ทมากอย่างรุนแรง

 

ราวสามีขอบอกเลิกพร้อมกันสี่คน

 ps.2 แซนวิชพิซซาเซเว่นอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

โดยเฉพาะซีฟูด

 

OTL โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ